จิตวิทยา การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์

 

            มีคนรู้จักอยู่จำนวนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา ประเภท อ่านใจ ดูคนให้ออกภายใน 5 นาที หรือวิธีควบคุม โน้มน้าวใจ ไม่รู้มันเรียกว่า จิตวิทยาได้หรือเปล่า เพราะเราเองก็ไม่เข้าใจ  แต่แน่นอน เรื่องเหล่านั้นมันน่าสนุก

            ตั้งแต่โบราณ เราใฝ่ฝันอยากจะรู้ความนึกคิดของคนอื่นมาตลอด หลักฐานมีปรากฏในตำนาน บทกวี ดนตรี และภาพยนตร์ จนถึงทุกวันนี้!

            เราเคยดูรายการที่ทดลองเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ การอ่านภาษากาย ดูง่ายดายจนเหมือนกับว่าเราสามารถรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จากการดื่มน้ำมากกว่าปกติ การขยับร่างกายเพียงเล็กน้อย

            เมื่อก่อน เราเป็นคนที่รู้จักกับคนน้อย จึงเข้าสังคมไม่เก่ง เมื่อต้องออกไปสู่โลกแห่งความจริง ทฤษฏีต่างๆ ที่เคยดูที่เคยอ่าน ถูกหยิบเอาออกมาใช้ แต่นั่นกลับทำให้รู้สึกว่า มันไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย ดู เก้ๆ กังๆ ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

            จนนานเข้า เมื่อเราได้เจอกับผู้คนที่หลากหลาย ทั้งถิ่นที่อยู่ วิถีชีวิต อาชีพ อายุ ต่างแนวคิด ต่างประสบการณ์ บางอย่างได้สอนเรา ไม่มีทฤษฏีสำหรับผูกมิตร เราไม่ต้องการมัน ไม่มีเรื่องเหล่านั้นอยู่ในสมอง อาจจะมีที่ผ่านเข้ามาให้นึกถึง แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เราตลกตัวเอง (ไม่ผิดถ้าคุณจะรู้สึกเช่นกัน) ตลกที่คิดว่าเรื่องเหล่านั้นจะนำมาสู่ความรู้สึกที่บริสุทธิ์

            ประสบการณ์ตรงเหมาะอย่างยิ่งที่จะสอนเราในเรื่องนี้ เราคงคุยกับคนอื่นไม่เก่งถ้าไม่เรียนรู้ที่จะคุยกับคนจริงๆ คนที่อยู่ตรงหน้าเรา คนที่เราไม่ได้พูดคุยผ่านตัวอักษร หลายครั้งที่เรารู้สึกว่าตัวเองกำลังแสดงสีหน้าแปลกประหลาดหรือไม่รู้ว่าควรจะยิ้มแบบไหนดี นั่นเพราะที่ผ่านมาเราคุยกับคนอื่นผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เราส่งสัญลักษณ์หน้าตาออกไปตามที่เราอยากให้เขารู้ แต่ในบทสนทนาจริงๆ เราไม่อาจทำหน้าตาแบบนั้นได้ เราไม่อาจหลบไปทำอย่างอื่นแล้วแสร้งว่ายังสนใจฟังเขา

            อีกทั้งท่าทางการนั่ง ยืน มือไม้ เราไม่รู้จะวางมันไว้ตรงไหน ไม่รู้จะเริ่มสื่อสารกับคนอื่นอย่างไร ไม่กล้าที่จะคุยกับคนแปลกหน้า หรือหน้าแปลก (เนื่องจากในอินเตอร์เน็ทเรามักจะถ่ายภาพในมุมและลักษณะคล้ายๆ กัน คนที่ผิดแปลกไปจากนั้นจึงดูไม่น่าไว้ใจ และส่วนใหญ่ในชีวิตจริง คนที่เราพบมักจะดูราวกับเป็นคนละคนในรูปถ่าย)

            กลับมา โลกในหนังสือจิตวิทยาอาจจะช่วยให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น แต่ก็ไม่เสมอไป ทฤษฏีเหล่านั้น หลายครั้งมาจากองค์รวมของส่วนประกอบที่หลากหลาย รวบรัด ยกตัวอย่าง นำมาสรุป คนเราไม่ได้ร้องไห้เพียงเพราะเสียใจ คนเราไม่ได้มีบุคลิกเพียงด้านเดียว กรุ๊ปเลือดอาจไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่าใครมีแอนติเจนและแอนติบอดีเหมือนหรือแตกต่างกัน เพราะหลายๆ ครั้งเราก็รู้สึกถึงการเดาสุ่ม เราไม่ได้มีนิสัยเหมือนคนเลือดกรุ๊ป A และหลายๆ ครั้งคนเลือดกรุ๊ปอื่น ก็มาตัวคล้ายคนอีกกรุ๊ปหนึ่ง

            ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอทึกทักไปเองว่า ลักษณะนิสัยคนเรานั้นแตกต่างเกินกว่าจะสรุปรวบด้วยอะไรที่เหมือนกันอย่างกรุ๊ปเลือด วัน เดือน ปีเกิด เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ หรืออะไรก็ตาม การตัดสินบางอย่างด้วยองค์รวมดูจะไม่ยุติธรรม และดูไม่จริงเอาเสียเลย

            จิตสำนึกเราอาจบอกว่า คนคนหนึ่งที่แต่งตัวแบบหนึ่ง แบบนั้นแสดงว่าเขาเป็นคนไม่ดี น่ารังเกียจ น่าหมั่นไส้ แต่เชื่อว่าสักครั้งหนึ่ง สักคนหนึ่ง เมื่อเราได้ลองพบ ได้พูดคุย สร้างสัมพันธ์กับคนที่เราตัดสินจากความเคยชิน เราจะได้พบอะไรบางอย่างที่หาไม่ได้ในหนังสือ...

            หรืออาจจะมี

            เราตอบอะไรไม่ได้มาก เราอ่านน้อยรู้น้อยในเรื่องจิตวิทยา มันอาจจะมีหนังสือสักเล่มหรือหลายเล่มที่สอนให้เราสร้างสัมพันธ์และมีเพื่อนแท้ได้ภายใน 5 นาที แต่จะสำคัญอะไรเล่า กับตัวเรา ในเมื่อตอนนี้เราสนุกที่จะเรียนรู้และลองผิดลองถูก พูดคุย หัวเราะ และร่วมดื่มกินกับอีกหลายวัฒนธรรม หลายสังคม บางครั้งเราเงียบเพื่อฟัง บางครั้งเรารบกวนคนอื่นเพียงเพราะอยากคุยด้วย

            ข้างหน้าในวันหนึ่ง หรือแม้แต่ตอนนี้ เมื่อมีหนังสือสอนมัดใจคนที่เราชอบวางขาย เราทำตาม และได้คนๆ นั้นมาไว้รัก แล้วเขาก็รักเรา สำหรับเรา มันฟังเหมือนโศกนาฏกรรมอันแสนรันทด ทั้งคู่อาจจะมีความสุข

            แต่เราว่า มันไม่โรแมนติกเอาเสียเลย...

 

 

-----------------------------------------------

 


Comment

Comment:

Tweet

open-mounthed smile มีประโยชน์มาก

#6 By (119.42.87.82|192.168.9.135, 119.42.87.82) on 2015-09-11 10:40

#5 By ponrpun (103.7.57.18|192.168.1.112, 61.90.71.35) on 2013-03-18 21:23

อ่านแล้วนึกถึงตัวเองตอน เด็กๆเหมือนกัน ที่คิดว่า การมองเห็นมนุษย์ การค้นคว้ามนุษย์จะนำพาไปสู่ความบริสุทธิ์ หรือพูดให้ชัดคือความเป็นสากลนิยม ที่ทำให้เกิดความสงบ...

ถึงจะน่าขำ แต่ก็เป็นจุดให้เริ่มต้นอ่านเรื่องสั้น อ่านปรัชญา แล้วก็เริ่มรู้ว่า ทฤษฏีทั้งหลายคือทัศนะอย่างหนึ่ง ที่ยังเป็นข้อถกเถียง ทั้งในแง่ที่มาของความรู้ และความจริงในความรู้เหล่านั้น น่าประหลาดใจว่ามันดูลักลั่นย้อนแย้งกันตลอดเวลา

แล้วผมก็เลิกอ่านหนังสือ How to ไปซะแบบนั้น...

#4 By Crozzax on 2011-07-01 23:55

เราว่าคลื่นความคิดของคนที่คิดสะสมอยู่บ่อยๆ
มันจะอยู่รอบๆตัวเขา ทำให้คนที่สัมผัสได้
อ่านออก หรืออย่างน้อยก็ระแวดระวังมากขึ้น
และบางคน ก็รู้สึกมีความสุขเมื่ออยู่ใกล้

มันเจ๋งกว่า หนังสือเป็นไหนๆ นะ

big smile Hot! Hot! Hot!

#3 By ตีรณา on 2011-07-01 20:34

กำลังอยู่ในภาวะนี้เลย แต่ไม่พยายามหาคำแนะนำ เพราะเชื่อเหมือนกันว่าไม่มีทฤษฎีใดๆ สำหรับการผูกมิตร :)))Hot!

#2 By NUTTTT on 2011-07-01 16:14

ก็จริงเนาะ การที่เราจะทำให้ใครมารัก เราน่าจะใช้ตัวตนของวามเป็นตัวเองมากกว่า

Hot! Hot!

#1 By PRINCEZpunch on 2011-07-01 11:43