BONDS BETWEEN MAN AND EARTH

posted on 11 Jun 2011 01:29 by sumranrum
 
 

ถ้าผมเจอบันทึกนี้ตั้งแต่แรก ผมก็คงไม่จำเป็นต้องเขียนบทความทั้งหมดในบล็อกนี้

 

ถอดความจาก BONDS BETWEEN MAN AND EARTH 

โดย พิสิษฐ์ ณ พัทลุง จากนิตยสาร CENTRAL PREMIERE

 

     …ในปี พ.ศ. 2397 ซีแอตเติล หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงในมลรัฐวอชิงตัน กล่าวสุนทรพจน์เป็นการตอบข้อเรียกร้องจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ขอซื้อดินแดนจากเผ่าอินเดียนแดง สุนทรพจน์นี้มีความหมายลึกซึ้ง และคมคายมาก จนได้รับการยกย่องว่า “เป็นการบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่ประทับใจที่สุดที่เคยปรากฏทั้งในอดีต และปัจจุบัน” เอกสารนี้เก็บรักษาไว้ที่วอชิงตัน

    

                หัวหน้าซีแอตเติลกล่าวไว้ว่า

                หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่จากวอชิงตันได้แจ้งมาว่า เขาต้องการที่จะซื้อดินแดนของพวกเรา ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตรและความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย  นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง  เพราะเรารู้ดีว่ามิตรภาพจากเรานั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรกับเขาเลย  แต่เราก็จะพิจารณาข้อเสนอของท่าน  เพราะเรารู้ว่าถ้าเราไม่ยอมขาย คนผิวขาวก็อาจจะขนปืนมายึดดินแดนของพวกเราอยู่ดี แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น เขาซื้อขายกันได้อย่างไร  ความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งแปลกประหลาดสำหรับพวกเรา 

หากความสดชื่นของอากาศและความสดใสสะอาดของธารน้ำนั้นมิได้เป็นทรัพย์ส่วนตัวของเราแล้วท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร    ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่งและแมลงเล็กๆ ทุกตัว  คือความทรงจำและเป็นประสบการณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา  อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้นไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้

     วิญญาณของคนขาวนั้นไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเรา  แต่วิญญาณของพวกเราไม่มีวันรู้ลืม  แผ่นดินอันแสนงดงามและเปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา  สัตว์ต่างๆ เช่น กวาง และนกอินทรี คือพี่น้องของเรา ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า ไออุ่นจากวัวที่เราเลี้ยงไว้ ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวของเราเช่นกัน  ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ในวอชิงตันขอซื้อดินแดนของเรา จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก

     หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้กับพวกเราอยู่ตามลำพังอย่างสุขสบายและเขาจะทำตัวเสมือนพ่อและเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆ ของเขา ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา 

แต่ มันไม่ใช่ของง่ายเพราะแผ่นดินนี้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธารแม่น้ำและทะเลสาบอันใสสะอาดนั้นเต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำของชาวอินเดียนแดง เสียงกระซิบของน้ำคือเสียงของบรรพบุรุษเรา แม่น้ำคือสายเลือดของเรา ที่เราอาศัยเป็นทางสัญจร เป็นที่ดับความกระหายและเป็นแหล่งอาหารสำหรับลูกหลานของเรา ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน ท่านต้องจดจำและสั่งสอนลูกหลานของท่านด้วยว่า แม่น้ำนี้คือสายเลือดของเราและของท่าน ท่านจะต้องปฏิบัติต่อแม่น้ำเสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน

     ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทางให้คนผิวขาวเสมอมาเหมือนกับหมอกบนขุนเขาที่ร่นหนี แสงแดดในยามเช้า แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเราเป็นสิ่งที่เราสักการบูชา และหลุมฝังศพของเขาเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้ เทพเจ้าประทานแผ่นดินส่วนนี้ไว้ให้แก่เรา เรารู้ดีคนผิวขาวไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆ ก็เหมือนกันหมด เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่นที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากได้

     คนผิวขาวไม่ได้ถือว่าแผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขาแต่เป็นศัตรู และเมื่อเขาเอาชนะได้แล้ว เขาก็ทิ้งแผ่นดินนั้นไป เขาทิ้งเถ้าถ่านของบรรพบุรุษไว้เบื้องหลังอย่างไม่ไยดี เถ้าถ่านของบรรพบุรุษและถิ่นกำเนิดของลูกหลานไม่มีอยู่ในความทรงจำของคนผิวขาว  เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิดญาติพี่น้อง แผ่นดิน และท้องฟ้าเสมือนสิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้ ราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ  ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบเอาความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดินและเหลือไว้แต่ทะเลทรายอันแห้งแล้ง

ข้าฯ ไม่เข้าใจ เพราะวิถีชีวิตของเรานั้นต่างกับท่าน สภาพบ้านเมืองของท่าน เป็นสิ่งที่บาดตาของชาวอินเดียนแดง แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร

     ในบ้านเมืองของคนผิวขาวไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้สะพัดด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปบินมา  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะข้าฯ เป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู  ชีวิตจะมีความหมายอะไรเมื่อเราปราศจากเสียงนกหรือเสียงกบเขียดร้องโต้ตอบกันในยาม ค่ำคืน ข้าฯ เป็นอินเดียนแดง ข้าฯ ไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับเสียงและกลิ่นของสายลม สายฝนและกลิ่นอายของป่าไม้

     สายลมนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าต่อพวกเรา  เพราะทุกชีวิตร่วมสัมผัสกระแสลมเดียวกันไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ต้นไม้ หรือมนุษย์ คนผิวขาวคงไม่สังเกตหรือนึกถึงลมที่เขาหายใจอยู่ เหมือนดั่งคนที่ใกล้ตายมาหลายวันย่อมตายด้านต่อกลิ่นอายรอยๆ ตัวเขา แต่ถ้าเราขายดินแดนให้ท่าน  ท่านจะต้องตระหนัก เสมอว่า กลิ่นอายอันบริสุทธิ์นี้เป็นสิ่งที่เรารักและหวงแหน และกลิ่นอายนี้ก็มีชีวิตของวิญญาณ เป็นส่วนหนึ่งของมวลชีวิตทั้งหลายที่อยู่ร่วมกัน

     สายลมซึ่งเป็นทั้งลมหายใจแรกและสุดท้ายของเหล่าบรรพบุรุษของเรา  จะต้องเป็นสิ่งเริ่มชีวิตให้ลูกหลานเราเช่นกัน ฉะนั้น หากเราขายแผ่นดินนี้ไป ท่านจะต้องแยกดินแดนส่วนนี้ไว้เป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งแม้แต่คนผิวขาวก็จะสามารถมาสัมผัสกับกลิ่นอายหอมหวานไปด้วยดอกไม้ในท้องทุ่งได้

     ด้วยเหตุนี้  เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอที่ท่านจะซื้อดินแดนนี้ และหากเรายอมรับข้อเสนอของท่าน  เราจะมีสิทธิ์อยู่อย่างหนึ่งคือ คนผิวขาวจะต้องปฏิบัติต่อสัตว์ต่างๆ เยี่ยงญาติพี่น้องของเขา

     ข้าฯ เป็นคนป่าเถื่อนและไม่สามารถจะเข้าใจชีวิตอื่นๆ ได้ ข้าพเจ้าเคยเห็นซากศพของควายทุ่งนับพันตัวเน่าเหม็นอยู่กลางทุ่งกว้าง ควายเหล่านี้ต้องตายเพราะถูกคนผิวขาวที่นั่งรถไฟวิ่งผ่านไปยิงเล่น ข้าฯ เป็นคนป่าเถื่อน ข้าฯ ไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมม้าเหล็กที่พ่นควันโขมงนี้ จึงสำคัญกว่าควายซึ่งเราฆ่าใช้เป็นอาหารเลี้ยงชีวิต

     หากปราศจากสัตว์แล้ว มนุษย์จะมีความหมายอะไรหากสัตว์ทุกชนิดสูญสิ้นไปจากโลกนี้  มนุษย์ ก็ต้องตายไปด้วยความว้าเหว่ ความพินาศที่เกิดขึ้นกับสัตว์ทั้งหลายจะตามมาผลาญมนุษย์ เพราะทุกชีวิตมีส่วนสัมพันธ์และเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน

     ท่านต้องสอนให้ลูกหลานของท่านรู้ว่า แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่ คือ เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา  เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้ บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิตอันเป็นญาติพี่น้องของพวกเรา

     สั่งสอนลูกหลานของท่านเช่นเดียวกันกับที่เราสอนลูกหลานของเราเสมอว่า โลกนี้คือแม่ของเรา ความวิบัติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับโลกก็จะเกิดขึ้นกับเราด้วย หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

     เรารู้ดีว่า โลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์ แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเช่นเดียวกับสายเลือดที่สร้าง ความผูกพันในครอบครัว ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ต่อกัน

     ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้างเส้นใยแห่งมวลชีวิต  แต่มนุษย์เป็นเพียงเส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้เขาก็ทำลายตัวเอง

     อย่างไรก็ดีค่ายที่ท่านจะจัดไว้ให้พวกเรา เราต่างคนต่างอยู่อย่างสงบสุข เราจะใช้ชีวิตบั้นปลายของเราที่ไหนนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะลูกหลานของเราได้เห็นความพ่ายแพ้ของพ่อของเขาในสนามรบแล้ว  นักรบของเรามีชีวิตอยู่ด้วยความละอายและไร้ศักดิ์ศรี จนวันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากกินและดื่มของเมา ฉะนั้นการที่เราจะใช้วาระสุดท้ายของเราที่ไหนก็ช่างเถอะ เพราะวันเวลาของพวกเราก็เหลือน้อยเต็มทีอยู่แล้ว

     เวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือไม่กี่ปีข้างหน้า สายเลือดของเผ่าอันยิ่งใหญ่ของเราที่เคยอยู่ในโลกนี้จะสูญสิ้นไม่มีใครเหลือ ที่จะคารวะเถ้าถ่านของชาวอินเดียนแดง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแข็งแกร่ง และเต็มไปด้วยความมุ่งหวังไม่น้อยกว่าคนผิวขาว แต่ข้าฯ จะมานั่งโศกเศร้ากับอดีตของเผ่าพันธุ์ของเราทำไม  เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษกว่านั้น มนุษย์เกิดมาแล้วก็ตายไปไม่ต่างอะไรกับคลื่นในมหาสมุทร

     แม้แต่คนผิวขาวซึ่งดูเหมือนว่ามีพระผู้เป็นเจ้าเป็นเพื่อนสนิทก็จะหนีไม่พ้นจุดจบอันเป็นธรรมดาของโลก ที่จริงแล้วเราอาจจะเป็นพี่น้องกันก็ได้ แล้วเราจะได้เห็นกัน สิ่งที่พวกเรารู้ๆ กันอยู่ และสักวันหนึ่งคนผิวขาวก็จะต้องค้นพบเช่นกันว่า พระเจ้าของเราและของท่านนั้น คือพระเจ้าองค์เดียวกัน ท่านอาจคิดไปว่าพระเจ้านั้นเป็นทรัพย์สมบัติของท่าน เช่นเดียวกับที่ท่านคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของท่าน แต่ท่านเข้าใจผิด พระเจ้าเป็นของมวลมนุษย์ ท่านรักและเมตตาคนผิวขาวและคนผิวแดงเท่าเทียมกัน โลกนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าหวงแหน การทำร้ายแผ่นดิน คือการท้าทายต่อพระผู้เป็นเจ้า เผ่าพันธุ์ของคนผิวขาวก็จะต้องสูญสิ้นไปจากโลกนี้เช่นกัน และอาจจะเร็วกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ เสียอีก จงสร้างความโสโครกให้ตัวเองต่อไปเถอะ ท่านจะจมสิ่งปฏิกูลของตัวเองตาย

     แต่เมื่อท่านตาย ท่านจะตายอย่างมีเกียรติ อย่างผู้ทรงพลังที่พระเจ้าบันดาลให้มาสู่แผ่นดินนี้ มามีอำนาจเหนือแผ่นดิน และชาวอินเดียนแดง ชะตาชีวิตอันนี้เป็นสิ่งเร้นลับสำหรับเรา เราไม่อาจเข้าใจได้ เมื่อควายทุ่งหญ้าถูกล่าหมด เมื่อม้าทุกตัวสิ้นความพยศ เมื่อป่าเขาอันเร้นลับเต็มไปด้วยมนุษย์ที่บุกรุกเข้าไป และเทือกเขาต่างๆ ระโยงระยางไปด้วยสายโทรศัพท์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะหมดสิ้น ทั้งป่าทั้งนกอินทรีก็จะไม่เหลือ  การขี่ม้าล่าสัตว์ อันเป็นวิถีชีวิตของพวกอินเดียนแดงก็จะสิ้นสุดลง ความเป็นอยู่อันผาสุกก็จะไม่มีอีกต่อไป เหลือแต่การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น

     เป็นอันว่าเราจะรับพิจารณาข้อเสนอ ให้พวกเราเข้าไปอยู่ในค่าย ณ ที่นั้นเราอาจจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไม่นานนักได้ตามความพอใจ เมื่อคนผิวแดงคนสุดท้ายจากโลกนี้ไป และความทรงจำของเขาก็คือเงาของก้อนเมฆลอดผ่านทุ่งหญ้าซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแผ่นดินของเรา แต่วิญญาณของชาวอินเดียนแดงจะยังคงสถิตอยู่กับป่าเขา และท้องทะเลนี้ เพราะเขารักแผ่นดินนี้เหมือนทารกรักเสียงเต้นของหัวใจมารดา ดังนั้นเมื่อเราขายแผ่นดินนี้ให้ท่านแล้ว จงรักมันเหมือนกับที่เราเคยรัก ทะนุถนอม ขอให้บันทึกสภาพปัจจุบันของแผ่นดินในขณะที่ท่านได้กรรมสิทธิ์ไปไว้ในจิตใจ และความทรงจำของท่าน และด้วยพลังกายและพลังใจของท่าน จงรักษาแผ่นดินนี้ไว้เพื่อมอบให้ลูกหลานของท่านต่อไป จงรักแผ่นดินนี้เช่นเดียวกับที่พระเจ้ารักเราทุกคน

     สิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่ก็คือ พระเจ้าของเราและของท่านคือพระเจ้าองค์เดียวกัน ท่านหวงแหนโลกนี้ คนผิวขาวเองก็จะหนีไม่พ้นชะตากรรมอันเป็นจุดจบของทุกคนไปได้ ที่แท้จริงแล้วเราทุกคนอาจเป็นสายเลือดเดียวกันทั้งนั้น แล้วสักวันหนึ่งเราจะได้เห็นกัน

 


* ชมรมวรรณศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, จุลสารวรรณศิลป์ ฉบับตกค้าง (ทางอารมณ์) เว้ย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2538), หน้า 18-20. อ้างจาก หนังสือพิมพ์แนวทางศาสนา ฉบับปฐมฤกษ์ (ธันวาคม, 2534), หน้า 8 คอลัมน์ปริทรรศน์.

 

Comment

Comment:

Tweet

เคยเชื่ออย่างหมดใจว่าเราจะกลับไปหาโลกเก่าได้ โลกที่เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่การฝืนธรรมชาติอย่างเช่นทุกวันนี้
แต่เวลาผ่านไป ความคิดนี้ก็เปลี่ยน ไม่ใช่เพราะโตขึ้น แต่หมดหวังมากขึ้น ตอนนี้ก็ภาพในจินตนาการถูกลบใหม่และวาดไว้เพียงแค่
คนเราจะสามารถหาจุดกึ่งกลางระหว่าง การพยายามสร้างโลกให้กลายเป็นสวรรค์ของมนุษย์ กับสวรรค์เดิมในธรรมชาติที่ไม่ต้องการ การเปลี่ยนแปลงใดจากมนุษย์
อยากให้ใครหลายๆ คนได้อ่าน ได้เห็น ได้รู้สึก ถึงความคิดเห็นของวิถีชีวิตที่ค่อยๆ ถูกกลืนกินและทำลายลง วิถีชีวิตที่เราเรียกเขาว่าคนป่า พยายามหาทางนำความเจริญไปให้เขา ซึ่งสุดท้าย เขาจะได้กลายเป็น ผู้เจริญแล้ว!

#2 By ฟองจันทร์ on 2011-06-14 14:34

ไม่ได้ใช้ exteen มานานมากๆครับ
เข้ามาที่นี่ยังคงประทับใจเช่นเคย

บทความชิ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกของชนกลุ่มหนึ่ง
หรืออินเดียนแดงคนหนึ่งเท่านั้น แต่มันคือวิถีทางแห่งสัจจะ
ที่มีอารยธรรมจริงแท้ กว่าปัจจัยสมมุติต่างๆมากมาย
ที่เราขยันสร้างกันขึ้นใหม่ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน คล้ายคนหลงทาง
(และคงเป็นการหลงทางที่ไกลมากแล้ว ไกลจนกลับไม่ถูก
เราจึงค้นคว้าหาเส้นทางอื่นกันต่อไปอย่างทุกข์ทรมาน?)



อ่านจบ ผมรู้สึกยินดี, ยกย่องในชนเผ่าที่ได้ธรรมชาติเป็น "ผู้ชี้ทาง"
และเศร้าใจที่เผลอคิดไปไกลว่า
"ผู้ชี้ทางของเราในตอนนี้ อาจเป็นแค่กลุ่มก่อนของความเข้าใจผิดที่สั่งสมกันมายาวนาน ....เท่านั้นเอง"

#1 By skullman on 2011-06-14 10:38