คลิตี้ : ชีวิต สายน้ำ ความหลัง

 

            มีสถานที่หนึ่งที่ผมไปพบมา ถ้าเล่าแล้วคุณอาจจะไม่เชื่อ บางทีคุณอาจคิดว่ามันเป็นสรวงสวรรค์ ที่นั่นมีภูเขาและทุ่งหญ้า ท้องฟ้าและต้นไม้ ลำห้วยสวย น้ำตกใส อากาศบริสุทธิ์ มีสายลมพัดพาใจให้ผ่อนคลาย คล้ายว่าคุณจะหลุดลอยไปในโลกอื่น ยามเช้ามองเห็นเมฆหมอกลอยปิดยอดเขา พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์ ฝูงปลาแหวกว่าย ฝูงนกโบยบิน จิ้งหรีดกรีดเสียงหริ่งๆ บนกิ่งไม้…อ่านแล้วเหมือนอยู่ในอุดมคติ?

            ทว่าสถานที่แห่งนั้นมีอยู่จริง  หมู่บ้าน คลิตี้ ถิ่นทุรกันดารตามมาตรฐานของคนเมือง เพราะยังห่างไกลจากการรุกรานของความเจริญ ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ อาศัยแสงจันทร์เพื่อนำทาง มีดวงดาวให้ดูแทนดาราในจอทีวี มีรถอีแต๊กให้ขี่ยามต้องเดินทางไกล แต่ชาวบ้านก็ยังคงใช้สองเท้าเป็นหลัก เหมือนฝัน สำหรับคนที่โหยหาธรรมชาติ คนที่นี้ไม่ชินตากับรถราและตึกสูง เช่นเดียวกัน ที่ผมยังตกตลึงในความงามของคลิตี้

            แม้ที่นี้จะเปลี่ยนไป

            ปี 2518 ปลาในลำห้วยเริ่มพากันตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ น้ำที่เคยใสกลับมีสีขุ่น ชาวบ้านที่ดื่มกินน้ำจากลำห้วยรู้สึกคันคอ มึนหัวและไม่สบาย ภัยเงียบกำลังคืบคลานเข้ามา เหตุเพราะโรงแต่งแร่ที่ตั้งอยู่คลิตี้บนได้ปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำห้วย สารพิษไหลเรื่อยไปตามกระแสน้ำลงสู่คลิตี้ล่าง ชาวบ้านหลายคนเห็นภาพนี้กับตา และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง จนเวลาต่อมา ทางเหมืองจึงเปลี่ยนน้ำยาที่ใช้แต่งแร่เป็นชนิดที่ไม่มีกลิ่นแต่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าเดิม เป็นวิธีกลบเกลื่อน แต่ไม่ได้แก้ปัญหา

            ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ วิถีของชาวคลิตี้ล่างเปลี่ยนไป เมื่อหลายคนเริ่มป่วยหนักจนสมุนไพรจากปราชญ์ชาวบ้านรักษาไม่หาย ที่เคยเข้าไร่ทำงานอย่างแข็งขันกลับมีอาการเหนื่อยอ่อนเอาง่ายๆ เด็กเกิดใหม่มีความผิดปกติด้านพัฒนาการ จากพืชผักและข้าวที่ปลูกไว้กินเอง หิวก็จับปลา ต้องเปลี่ยนมาปลูกเพื่อขาย ปลาตายเกือบหมดลำห้วย ที่ว่ายอยู่ก็กินไม่ได้  เงินเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิต เมื่อต้องปลูกพืชมากขึ้น ทำให้ต้องหันมาใช้ปุ๋ย แม้จะขายได้เงินมาก แต่หากลองคิดดูแล้ว หักรายรับรายจ่าย เงินที่ได้มากลับน้อยนิด และอยู่ลำบากยิ่งกว่าตอนลำห้วยยังมีชีวิต

            เสียงเงียบๆ จากชาวกระเหรี่ยงในหุบเขาย่อมเบากว่าคนเมือง สถานพยาบาลยังอยู่ห่างไกล ชาวบ้านนับสิบแห่กันไปจนหมอคิดว่ามีงานวัด แต่ทุกคน ก็ได้รับเพียงยาตามอาการ อะไรบางอย่างทำให้ไม่มีใครบอกได้ว่าพวกเขาเป็นอะไร อะไรบางอย่างที่มีอำนาจพอ ความช่วยเหลือยังมาไม่ถึง แม้จะร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงาน แต่ชาวบ้านยังคงสู้ต่อ ในที่สุด สื่อก็เริ่มให้ความสนใจตามติดประเด็น มีหน่วยแพทย์เข้ามาตรวจสุขภาพและการปนเปื้อนของสารพิษในน้ำ ทำให้พบว่า ชาวบ้านมีระดับตะกั่วในเลือดร่วมทั้งในแหล่งน้ำสูงกว่ามาตรฐาน…

            นับตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มปรากฏเป็นข่าว จนถึงทุกวันนี้ รวมเวลาได้ 13 ปี แม้เหมืองจะถูกสั่งปิดไปแล้ว แต่ตะกอนตะกั่วก็ยังคงนอนนิ่งอยู่ในลำห้วยคลิตี้ต่อไป รอจนวันที่ธรรมชาติจะรักษาตัวเอง รอจนวันนั้น แต่ก็ไม่มีใครตอบได้ว่าอีกนานแค่ไหน ตะกอนตะกั่วราว 15,000 ตันจะหายไปจากลำห้วยความยาว 19 กิโลเมตร

            เสียงหนึ่งพูดติดตลกว่า “วิธีแก้ที่เขาบอกปล่อยให้สารตะกั่วหายไปเอง มันไม่ได้หายไปไหนหรอก อยู่ในตัวพวกเรานี่แหละ คนละนิดคนละหน่อย ช่วยๆ กันกิน”

 

 

หมายเหตุ :

น้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ปนเปื้อนสารตะกั่วมีเส้นทางการไหลลงสู่เขื่อนศรีนครินทร์ซึ่งเป็นแหล่งแจกจ่ายน้ำประชาให้แก่ชาวกรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี…

 

-----------------------------------------------

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เขียนได้กินใจมาก สังคมควรเหลียวแลปัญหาเช่นนี้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่

แต่โดยส่วนตัวไม่คิดว่าตะกั่วที่นู่นจะมาถึงกรุงเทพฯ หรอก เพราะถ้ามาถึงกันได้ง่ายๆ ไวๆ แบบนั้น อาจเป็นเรื่องดีสำหรับชาวบ้านที่นู่น (จะได้เฉลี่ยทุกข์กันไวๆ)ปัญหาที่นู่นจะได้บรรเทาลงได้เร็ว Hot! Hot!

#1 By kurt on 2011-06-02 14:33