อวาตาร :

ภาพยนตร์ในโลกในอุดมคติ ?

 

          เรื่องมันเกิดจากกระทู้หนึ่งของ นายพันธุ์ร็อค พูดถึงการรุกรานชาวนาวีของมนุษย์ ว่าเหมือนกับประวัติศาสตร์

อเมริกา ที่คนผิวขาวไปรุกรานชาวอินเดียแดง เพียงแต่จุดจบต่างกัน

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากนั้นก็มีคนมาตีความกันต่างๆ นานา อย่างเช่นความคิดเห็นที่ 4

"เห็นด้วยกับท่าน

แต่ถ้ามองมุมกลับ อาจจะพยายามสื่อด้วยหรือเปล่าว่า การที่ประเทศไหนถูกทำร้าย ถูกก่อวินาศกรรม การตอบโต้

กลับด้วยวิธีุรุนแรง ก็เป็นสิ่งที่สมควรทำ

ต้นไม้ใหญ่ถูก โค่น = เวิร์ลเทรดโดนถล่ม
ชาวนาวีล้างแค้น = ทหารเมกาไล่บี้อิรัก"

 

 

 

 

 

 

ผมก็เลยลองเข้าไปตีความในมุมของนิเวทวิทยาเชิงลึกดูบ้าง

 

"ถ้ามองในมุมนิเวศเชิงลึกเราชอบเรื่องนี้มากเลยนะ

 ชาวนาวี เป็นตัวแทนของผู้ละทิ้ง อยู่ร่วมกับธรรมชาติ

 เคารพกฎของชุมชนชีวิต และไม่คิดว่าตัวเองอยู่เหนือสัตว์อื่น

 ต่างจากมนุษย์ที่คิดว่าความ ฉลาดของตัวเองบ่งบอกถึงจุดหมายอันยิ่งใหญ่

 มนุษย์ต้องครองโลก ต้องจัดการโลกใบนี้ให้น่าอยู่ โลกเป็นของฉัน

 ถ้าฉันปล่อยไว้ โลกก็จะยังเป็นดินแดนที่ล้าหลัง อันตราย มีแต่ความป่าเถื่อน

 ทั้งที่ มันไม่ใช่ความจริง

 มนุษย์ในเรื่องเป็นตัวแทนของผู้ที่ถูกแม่วัฒนธรรม กล่อมจนหลับ

 เชื่ออย่างนั้น เชื่อว่าตนกำลังพัฒนาโลกให้ดีขึ้น เชื่อว่าสิ่งต่างๆ ที่ตนสร้างจะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย

 สุดท้ายพอ ทำลายทุกอย่างบนโลกจนหมด ก็เริ่มไปหาที่อื่น เพื่อถือครอง เอามาเป็นของตน
 และ ทั้งจักรวาลก็จะถูกทำลาย เพราะผู้ถือครองเชื่ออย่างที่แม่วัฒนธรรมบอก

 ว่า ทุกอย่างถูกสร้างมาเพื่อมนุษย์


 แต่ในชีวิตจริง กลัวว่าโลกใบนี้จะถูกทำลายจนย่อยยับเสียก่อนที่มนุษย์จะเจอดาวใหม่"

 

ซึ่งก็มีคนเห็นด้วยจำนวนหนึ่ง

 

และนำมาสู่ความไม่พอใจของบางคนที่เข้ามาประชดว่า

"นั่นซิ....โยนคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ ไฟฟ้า รถยนต์ ฯลฯ เอาทิ้งให้หมด
ต่อไปนี้จะใช้นกพิราบสื่อสาร วาดรูปบนพนังถ้ำ เต้นรำรอบกองไฟเพื่อความบันเทิง จุดไฟจากเศษไม้ คุณแม่ธรรมชาติขอร้อง
คิด ได้ พูดได้ คือของมายา ทำได้ต่างหากคือของจริง
มันก็แค่ความเป็นไป เลือกได้ไม่มีใครบังคับ ทุกอย่างมีสองด้าน
ผิวดำไล่ฆ่าผิวดำก็มีให้เห็น ฮูตู ทูซซี่ ในราวันด้า เด็ก ผู้หญิง มันฆ่าหมด
หนังมันก็แค่นิยาย ชาวนาวีมันจะไม่เกลียดกันเลยจริงๆ เหรอ ถ้าเป็นโลกแห่งความเป็นจริง ความเกลียดชัง

การแย่งชิง มันไม่ใช่นิสัย มันเป็นสัญชาตญาณ"

 

แต่ก็มีอมยิ้มใจดีเข้ามาปรามไว้

"^
 ^
 ใจเย็นๆ คะ  รู้คะว่ามุมมองเรื่องการอยู่กับธรรมชาติมันเป็นเรื่องอุดมคติกับโลก ณ ปัจจุบันนี้   มนุษย์เราได้เดิน     ทางมาไกลเกินกว่าจะกลับไปมีชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว  แต่อย่างน้อยถ้าทุกคนเข้าใจและตระหนักในเรื่องนี้เราก็จะสามารถรักษา สิ่งที่เราเหลืออยู่ให้อยู่ได้นานขึ้น  จริงๆ  หนังก็คงไม่ได้จะสื่อว่าให้มนุษย์กลับไปใช้ชีวิตแบบนั้น  แต่หนังเพียงจะช่วยให้คนดูเข้าใจธรรมชาติ  เข้าใจความสัมพันธ์ของธรรมชาติและมนุษย์  และก็เข้าใจธรรมชาติของชีวิต  ซึ่งถ้าคนเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วจะอยู่ที่ไหนก็มีความสุข  

เรา ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี  เพราะเราก็อยู่ไม่ได้ถ้าขาดมัน  แต่คำถามตอนนี้ก็คือเราจะทำยังไงที่จะรักษาสมดุลของของเทคโนโลยีและ จิตใจของมนุษย์ให้เดินทางไปด้วยกันได้   โดยไม่ให้เทคโนโลยีและวัตถุมาบดบังจนมนุษย์ไม่รู้ว่าแก่นแท้ของชีวิตคืออะไร "

 

และผมก็ได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเพราะต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 "ความคิดเห็นที่ 13

อย่าเพิ่งมองมนุษย์ในแง่ ร้าย แบบนั้นเลยครับ

ยังมีนิทานอีกเรื่องให้คุณแสดง

ขอถามกลับว่า คุณจะเกลียดครอบครัวตัวเองถึงขั้นฆ่าแกงกันได้จริงๆ หรือ

ลองมองเข้า ไปในคำถามของตัวเองนะครับ อะไรที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายกัน

คนดำ ฆ่าคนขาว คนขาว เกลียดคนดำ คนเมือง ดูถูกคนชนบท แม้แต่คนชนบท ก็ยังเกลียดคนป่า มองว่าล้าหลัง ไร้อารยธรรม

เห็นหรือยังครับว่าอะไร ลองเอาไปคิดดูนะครับ

ความเกลียดชัง การแย่งชิง มันไม่ใช่สันดานของมนุษย์หรอกครับ เพราะเราไม่ได้มองหน้ากันแล้วก็เกลียดกัน เราไม่ได้เห็นอะไรที่เป็นของคนอื่นแล้วไปแย่งมาเสียหมด

ลองหาคำตอบ ดูนะครับ มันอาจจะอยากสักหน่อย มองให้ลึกๆ ว่าอะไรกันแน่ ที่ทำให้คนทำร้ายกัน

คิดในแง่ดี มันคงไม่อยากสักเท่าไหร่ อย่างน้อยผมก็ตัดไปสองตัวเลือกแล้ว "

 

ซึ่งดูเหมือนจะไร้ผล เพราะ นิวซอมบี้ ไม่ได้กลับมาแสดงความคิดเห็น แต่ก็นับว่าโชคดี ที่ยังมี davish1980 ซึ่งเข้ามาให้เหตุผลว่าทำไม คนเราถึงทำร้ายกัน

 

ส่วนนี่ คือความคิดเห็นของผมครับ

 

คิดว่าคงมองไม่เห็นกันแน่นอน ยกมาให้อ่านเลยแล้วกันครับ

"เอาล่ะครับ ผมขอเฉลยเลยนะครับ

ที่ยกตัวอย่าง เป็น เชื้อชาติ และชนชั้น ก็เพื่อให้เห็นได้ชัด สิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายกัน เกิดจากความแตกต่าง แน่นอน ถ้าคุณมีพ่อที่น่าเคารพ มีแม่ที่คอยดูแล มีเพื่อนร่วมเป็นร่วมตาย และภรรยาคู่ชีวิต ผมเชื่อว่า ยังไงคุณก็ไม่มีทางฆ่าพวกเขา แต่ในทางกลับกัน ในวิถีชีวิตแบบผู้ถือครอง ในชุมชนของคุณ เต็มไปด้วยคนจำนวนมากที่คุณไม่รู้จัก และไม่ผูกพัน คุณไม่ได้อยู่แต่กับคนที่คุณรัก แถมยังต้องแบ่งอาณาเขตกับคนแปลกหน้า มันฟังดูเหมือนเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้เลย แล้วตอนนี้คุณอาจจะสงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้

แม่วัฒนธรรมบอกคุณ ว่ามันเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ แล้วคุณก็ไม่สงสัยในคำบอกนั้น ในหมู่ของผู้ละทิ้ง การทำร้ายกันเกิดขึ้นเมื่อสมาชิกของเผ่าใดเผ่าหนึ่งล้ำเส้น เส้นที่ว่านี้คือ เส้นเขตแดนทางวัฒนธรรม

สมมุติว่าคนในจังหวัดโคราช มีจำนวนประชากรมากขึ้นจนไม่มีที่ทำกิน คุณคิดว่าเขาจะทำอย่างไร คำตอบมันง่ายมากครับ ย้ายไปสักจังหวัดที่มีงานรองรับ เวลามีประชากรเพิ่มขึ้น เราก็แค่หาที่อยู่ใหม่

ต่างจากผู้ละทิ้ง หากอาหารในบริเวณที่อาศัยหมด การข้ามไปในอาณาเขตของเผาอื่น ถือเป็นการเอาชีวิตไปทิ้ง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือการระวังไม่ให้ประชากรในเผ่าของตนมีมากกว่าปริมาณอาหาร หรือที่เรียกกันว่า การควบคุมประชากร

เรื่องที่เล่ามาอาจฟังดูเหลว ไหล แม่วัฒนธรรมในหัวของคุณกำลังบอกว่าพวกนั้นโง่ พวกที่เก็บของป่า ล่าสัตว์นั้นเบาปัญญา ดูอย่างเราสิ มีอาหารอุดมสมบูรณ์อยู่เต็มไร่นา เราคือผู้ทำการเกษตร เกษตรทำให้เรามีกินไม่จำกัด

และ…การมีอาหารที่ ไม่จำกัดเหล่านั้น ไม่ได้มีไว้เลี้ยงแค่ประชากรในชุมชน แต่ยังนำมาซึ่งการเพิ่มจำนวนของประชากรอีกมาก

เป็นการรับมือกับปัญหา ที่แตกต่างกันลิบลับ ถ้าประชากรเพิ่ม แม่วัฒนธรรมก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่ถ้าอาหารหมด เราก็เร่งการผลิต จำนวนประชากรจะไปสำคัญอะไร เราละเลยเรื่องนี้มาตลอด

แล้วเราก็กำลัง หลงระเริงอยู่กับฝันลอยๆ จากฐานคิดที่ว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อควบคุมทุกอย่าง เราจะควบคุมอาหารของเรา ต่อจากนี้ไป เราไม่ต้องง้อธรรมชาติ ธรรมชาติจะไม่สามารถกุมชะตาชีวิตเราได้อีกต่อไป เราจะไม่อดอยาก

น่า เสียดายที่ความคิดเหล่านั้นเป็นเพียงฝันลมๆแล้งๆ มีซากปรักหักพังของอารยธรรมรุ่งเรื่องให้เราเห็นอยู่มากมาย อารยธรรมที่เรามักจะได้ยินว่าเจริญจนถึงขีดสุดและล่มสลาย
แต่ในหมู่ผู้ ละทิ้ง อารยธรรมจะไม่มีวันล่มสลาย เว้นเสียแต่ ผู้ละทิ้งจะถูกผู้ถือครองกำจัด และเปลี่ยนแปลงจนไม่เหลือ เปลี่ยนให้เป็นแบบผู้ถือครอง

ถ้าลองศึกษาอารยธรรมโบราณเหล่านั้น ที่เป็นเหมือนต้นแบบการลองผิดลองถูกของผู้ถือครอง การล่มสลายส่วนใหญ่เกิดมาจากภัยธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่ความอดอยาก พืชที่เคยปลูกตายลง มีอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการ

แต่ผู้ถือครอง ก็ยังไม่หยุด ด้วยยังคงมีฐานคิดเดิม ที่ว่า โลกเป็นของเรา โลกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมนุษย์ มนุษย์มีหน้าที่พิชิตโลกใบนี้ โลกจึงตกเป็นเหยื่อที่นอนหลั่งเลือดอยู่แทบเท้ามนุษย์
นี่คงพอจะอธิบาย การทำร้ายและการฆ่าฟันของมนุษย์ได้ หรือจะพูดให้ตรงจุด ก็คือสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างเผาพันธุ์ สงครามระหว่างความเชื่อ และสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศเรา

เราคงจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า เป็นคนไทยด้วยกัน ทำไมไม่รักกัน

ถ้าทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผมอธิบาย มาแล้ว ก็คงจะพบคำตอบ เราไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นพี่น้องกันจริงๆ ชุมชนที่ใหญ่ขนาดนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะผูกพัน หากไม่มีจุดหมายร่วมกัน ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่จะผูกพันหรือให้อภัยความแตกต่างได้ อย่างที่พ่อแม่อภัยลูก พี่น้องให้อภัยกัน

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ ยากจะยอมรับ แต่มันเป็นสิ่งที่สุดแสนธรรมดาของธรรมชาติ สัตว์ทุกชนิดต้องการอนาเขตเพื่อตนเองและสมาชิกในกลุ่ม มนุษย์ก็เช่นกัน

ยิ่ง ประชากรเพิ่มากขึ้น อนาเขตของมนุษย์ก็ยิ่งต้องเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน อนาเขตต่อบุคคลกลับยิ่งลดลง เพราะเราแหกกฎธรรมชาติ ที่แม้แต่หนอนหรือไส้เดือนตัวเล็กๆในดินก็ทำได้

และเราก็ยังคงจัดการ ทุกอย่าง จัดการไปเรื่อยๆ เพื่อให้ธรรมชาติอยู่ในมือเราอย่างสมบูรณ์แบบ รอวันที่เราควบคุมลม ฝน อากาศ หรือแม้กระทั่งชีวิต กำหนดว่าสิ่งไหนควรอยู่ สิ่งใดควรตาย

มันเคยเป็นหน้าที่ของธรรมชาติ จนกระทั่งมนุษย์รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีกว่า ธรรมชาติช่างแสนโหดร้าย เราจะไม่รออาหารจากธรรมชาติ เราจะไม่ทนต่อแสงแดด เราเบื่อฝนที่เฉอะแฉะ เราไม่ชอบป่ารกทึบ

เราแสดงตนว่าเป็นศัตรูกับโลก เข้าไปควบคุมทุกอย่าง แก้ปัญหาหนึ่ง เพื่อให้เกิดอีกหลายปัญหาตามมา เราคิดว่าสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งอำนวยความสะดวก มันดีจนเราไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลเพื่อที่จะไม่มีมัน โดยเราลืมคิดไปว่า เป็นเพราะวิถีชีวิตแบบผู้ถือครองซึ่งกำลังจะนำเราไปสู่จุดจบที่ไม่ต่างจาก อีกหลายอารยธรรมที่ดูเหมือนจะรุ่งเรืองต่างหาก ที่บีบบังคับให้เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น

ฐานคิดเหล่านั้น คุณได้ยินมันอยู่ตลอด ทั้งจากบทสนทนาของพ่อแม่ และสื่อต่างๆ จนคุณเชื่ออย่างนั้น ไม่ได้มีใครมาจับคุณแล้วพูดกรอกหู ว่าสิ่งไหนเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ทุกอย่าง มันรายล้อมอยู่รอบตัวคุณ แล้วคุณก็เชื่ออย่างนั้น ตามที่แม่วัฒนธรรมบอก

หากคุณยังห่วงใยโลกใบ นี้ คุรกล้าที่จะหยุดฟังเสียงเหล่านั้นไหม คุณกลัวที่จะมองเห็นโลกในอีกมุมที่คุณเองก็ไม่เคยสัมผัส เพียงแต่เชื่อเพราะถูกกล่อมเกลามาตลอด ว่าไม่มีนิทานเรื่องอื่นให้แสดง นอกเสียจากบทบาทของมนุษย์ ผู้ที่เกิดมาเพื่อพิชิตโลก ถ้าคุณเปิดใจ ผมก็ยินดีจะบอกว่า ยังมีนิทานอีกเรื่องรอคุณอยู่
ในบทบาทที่มนุษย์ไม่จำ เป็นต้องทำลายโลก "

 

-----------------------------------------------

 

     แล้วเพื่อนๆ มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ ทำไมคนเราจึงทำร้ายกัน หรือเป็นเพราะมีบางอย่างในตัวมนุษย์ ที่ร้ายกาจอย่างว่าจริงๆ...

อ่านกระทู้ได้ที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A9006788/A9006788.html

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

ทุกอย่างมันก็ต้องมี ขาว-ดำ เนอะ

ถึงจะบอกว่ามนุษย์ชั่วร้าย แต่ก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นมนุษย์ทุกคนนี่

มีผู้ที่ทำลาย แต่ก็มีมนุษย์ที่สรรสร้างค์สิ่งที่สุดยอดตั้งมากมาย

มันคงมีหลายแง่มุมมาก ถ้าจะมองการกระทำของมนุษย์

แต่ถ้าจะถามว่าทำไม คงเป็นเพราะ เราคือมนุษย์ นั่นเอง

เพราะสติปัญญาขั้นสูง ทำให้มีความซับซ้อนทางความคิด

และอารมณ์ มันอยู่เหนือการคาดเดา
ตระหนักถึงสถานะของตนเองไว้เถิดมนุษย์เอ๋ย

จำนนเสียว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่ง

มิได้เป็นเจ้าของสิ่งใดเลยบนโลกใบนี้

เเม้กระทั่งชีวิตของพวกเจ้า

(เสียงกระซิบของเเม่วัฒนธรรมกำลังเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่ง)

double wink double wink double wink

#3 By ช่อฟุ้ง on 2010-03-20 03:16

ผมชอบตอนที่ตัวละครหญิง(จำชื่อไม่ได้) ห้ามเจคจุดไฟ

ผมว่าไฟนี่แหล่ะตัวดี หลังจากที่มนุษย์รู้วิธีจุดไฟ ทุกอย่างก็
เลยเถิดจนมาถึงทุกวันนี้

-ผมก็เป็นคนนึงที่จะอยู่ไม่ได้ ถ้าโลกขาดเทคโนโลยี
แต่ถ้าความก้าวหน้าเหล่านี้นำพาเราไปจนถึงจุดที่เรียกว่า
หลงทางและหนำซ้ำยังหมกมุ่นกับทางที่ตัวเองหลงอยู่
แบบถอนตัวไม่ขึ้น ผมก็ยินดีเหลือเกิน ถ้าจะเกิดการ
restart ของโลก

#4 By skullman on 2010-04-12 11:17

มันก็เหมือนคนเดินเขาหรือเปล่าคะ? แบบว่าพอได้เดินขึ้นไปก็คิดว่าวิวจากที่สูงกว่าย่อมสวยกว่า เลยไม่คิดจะหยุดมองลงมา หรือเพราะว่ามันสูง มองลงมาแล้วอาจกลัวความสูงก็ได้ แต่ไม่ว่ายังไง...ตกลงมาจากที่สูงมันก็เจ็บ ยิ่งสูงมาก ก็ยิ่งเจ็บมาก

#5 By Paramita on 2010-04-16 04:22